วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Wiki ระบบสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วิกิพีเดีย คือ อะไร

วิกิพีเดียเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 ในฐานะเว็บเสริมของนูพีเดีย (Nupedia) สารานุกรมปิดที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งปิดตัวไปเมื่อปี 2546 ปัจจุบันวิกิพีเดียบริหารโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรชื่อ มูลนิธิวิกิมีเดีย (Wikimedia Foundation) ณ สิ้นเดือนมกราคม 2549 วิกิพีเดียมีบทความกว่า 3.2 ล้านเรื่อง ครอบคลุมกว่า 200 ภาษา ในจำนวนนี้กว่า 941,000 เรื่องเป็นบทความภาษาอังกฤษ มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกว่า 846,000 คนทั่วโลก เป็นหนึ่งใน 35 เว็บไซด์ที่มีผู้ใช้สูงที่สุดในโลก ชื่อเสียงของวิกิพีเดียก่อให้เกิด “โครงการพี่น้อง” หลายโครงการ และได้รับการกล่าวถึงในสื่อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ข้อกังขาว่าเนื้อหาของวิกิพีเดียมี “ความถูกต้อง” และ “คุณภาพ” ดีเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าโครงการนี้เรียกตัวเองว่าเป็น “สารานุกรม” แต่ เปิดให้ทุกคนแก้ไขต่อเติมเนื้อหาเมื่อใดก็ได้นั้น เป็นประเด็นใหญ่ที่ถกเถียงกันมาช้านาน มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่วิจารณ์ว่า เนื้อหาในวิกิพีเดียมีคุณภาพต่ำกว่าสารานุกรมพาณิชย์เช่น Britannica และ มีข้อผิดพลาดมากมาย วิกิพีเดียยังมีปัญหาจากเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ คือคัดลอกเนื้อหาที่อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์มาลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ก่อน นอกจากนั้น นักคิดบางคนที่เป็นหัวข้อของบทความในวิกิพีเดียที่ลงประวัติของเขาไม่ ถูกต้อง แสดงความไม่พอใจว่า วิกิพีเดียทำให้คนไม่มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเขียน เพราะสามารถเขียนได้โดยไม่เปิดเผยตัวหรือสร้าง account ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเอาผิดคนเขียนได้ในแง่กฎหมายWikipedia ก็คือ เอนไซโคพีเดีย หรือสารานุกรมบนเว็บ แต่จุดสำคัญของ Wikipedia คืออนุญาตให้คนทั่วไปสามารถเขียน หรือแก้ไขข้อความบน Wikipedia ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ดูแลระบบ

วิกิพีเดียภาษาไทยก็ไม่น้อยหน้าเวอร์ชั่นอังกฤษ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2546 สารานุกรมไหนบ้างที่รวบรวมคำอธิบายระบบโซตัส การ์ตูนญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีฉ่อย ร้านโชห่วยชื่อดัง ไว้ในที่เดียวกัน และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือให้คุณอ่าน แก้ไข และต่อเติมได้ตามอำเภอใจ วิกิพีเดียก่อตั้งโดยจิมมี่ เวลส์ (Jimmy Wales) อดีต นักค้าอนุพันธ์ทางการเงินในชิคาโก ผู้ให้สัมภาษณ์ว่า รายได้จากอาชีพนั้นทำให้เขาสามารถ เลี้ยงดูลูกเมียได้อย่างสบายตลอดชีวิต และทำให้เวลส์สามารถผันตัวมาทำในสิ่งที่จิตสำนึกภายในเรียกร้อง: สร้างสารานุกรมเสรี โดยใช้อาสาสมัครล้วนๆ และโลกไซเบอร์เป็นพื้นที่ทำงาน

ขณะนี้วงการศึกษาในประเทศอเมริกา มีการนำอุปกรณ์เทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบมาพัฒนาการเรียนการสอนเช่น Podcast, Blog, Game และ Simulation ต่างๆ และนำ Wiki มาใช้ด้วยในลักษณะ Wikipedia และ Wikibook โดยเฉพาะ Wikibook นั้น ครูอาจารย์สามารถให้นักเรียนเข้ามาร่วมเขียนงาน เป็นหนังสือเล่มเดียว ให้แต่ละคนเขียนคนละ 1 บาท แล้วนำมาร่วมกันอ่านและแก้ไขงานของกันและกัน เป็นการสร้างความร่วมมือในชั้นเรียน (Learning Collaboration) เสริมสร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่องานของตนเอง และต่อส่วนรวมในห้องเรียนด้วย ที่สำคัญ ระหว่างการทำ Wikibook นั้น เราสามารถเปิดให้บุคคลภายนอกอ่านงานของเราได้ โดยอนุญาตให้เขาเข้ามาร่วมแก้ไขงานของเราด้วยหรือไม่ก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งของ wiki คือ โครงการคลังปัญญาไทย" ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ โดยอาศัยสื่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ใน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลความถูกต้องของข้อมูล โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนหลัก คือ คลังสะสมองค์ความรู้ คลังสะสมองค์ความรู้ เป็นข้อมูลองค์ความรู้ จากแหล่งที่ได้รับการตรวจสอบ ความถูกต้องและความสมบูรณ์ จากผู้ให้ข้อมูลมาในระดับหนึ่งแล้ว อาทิ บทความ บทความเชิงวิชาการ ตำราเรียนเก่า วิทยานิพนธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมถึงสารานุกรม บทความจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ ผู้เขียนหรือหน่วยงานที่ส่งบทความ เข้าร่วมจะได้รับการประกาศชื่อและประวัติเพื่อเป็นเกียรติ และแสดงความขอบคุณ ในฐานะผู้ให้ความรู้กลับคืนสู่สังคม

สารานุกรมต่อยอด (Wiki) สารานุกรม ต่อยอด ที่อนุญาตให้เปิดหัวข้อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ เองได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาให้ข้อมูล สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเองได้ เพื่อให้แหล่งข้อมูลนี้ สามารถขยายตัวได้เร็ว อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่กว้างขวาง หลากหลายและมีคุณภาพ โดยการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ ในความรู้สาขาต่างๆในเชิงสร้างสรรค์ จาก แนวคิดและนวัตกรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คณะกรรมการบริหาร โครงการคลังปัญญาไทยจึงได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดร. ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ดำรงตำแหน่งประธานโครงการ ตลอดจนการได้รับความร่วมมือจากภาคีหลักอื่น ๆ อีกมาก อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เป็นต้น

การพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร......... เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ในสังคมฐานความรู้ บนพื้นฐานความคนไทย อะไรคือแนวทางที่ถูกต้องดีงาม ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม จริยธรรม ที่ก้าวล้ำด้วยกระบวนการคิด พิชิตปัญหาสังคมด้วยความมีค่านิยมร่วมในสังคม ร่วมปลูกสร้างความเป็นมนุษย์ที่พอเพียง รักการอ่าน รักการเขียน เพียรแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล รักวัฒนธรรมไทย สนใจภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมใจอนุรักษ์และพัฒนา..... สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องฝึกให้นักเรียนเป็นผู้ให้ อย่าเป็นเพียงผู้รับที่เห็นแก่ตัว สังคมแห่งการเรียนรู้จึงจะนำพาสร้างสังคมสันติสุข ร่มเย็นในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การประยุกต์ใช้ ”วิกิ” เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

1. บทนำ : ”วิกิ” กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต


ปัจจุบัน การจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปของ e-learning เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ สถานศึกษาในระดับต่างๆได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการจัดการ เรียนรู้ ไม่ว่าจะในรูปแบบของเครื่องพีซี เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศ อาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรืออาจอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจากวิดิทัศน์ตามอัธยาศัย (Video On-Damand) ฯลฯ เป็นต้น

องค์ประกอบหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปของ e-learning ก็คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการพัฒนาและบริหารระบบ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟต์แวร์เหล่านี้ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงวิกิซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่รองรับการบริหารจัดการสารานุกรมออนไลน์ ที่ถือว่าเป็นซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งที่เหมาะสมในการมาประยุกต์ใช้เพื่อการจัด กระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษา

2. รู้จักตัวโปรแกรมและลักษณะการทำงาน

วิกิ หรือ วิกี้ (wiki) เป็นเว็บไซต์แบบหนึ่งที่อนุญาตให้ผู้ใช้เพิ่มและแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องการลงทะเบียนเพื่อแก้ไข เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอซที่ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ เรียกว่า MediaWiki เป็นซอฟแวร์ประเภท GNU General Public License (GPL) เผยแพร่ภายใต้ข้อกำหนดของ GNU General ซึ่งก็คือสัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์หรือไลเซนส์แบบหนึ่งที่สงวนลิขสิทธิ์ ของซอฟต์แวร์นั้น แต่อนุญาตให้บุคคลใดๆทำซ้ำ เผยแพร่ และ/หรือ ดัดแปลงซอฟต์แวร์นั้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและโดยเสรี

3.แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้แบบ Wiki

ด้วยลักษณะความง่ายในการสร้างและแก้ไข ตลอดจนสามารถเข้าถึงโดยบุคคลทั่วไป จึงทำให้เกิดโครงการพัฒนาแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้แบบวิกิขึ้นมาหลากหลาย รูปแบบ และขยายเป็นเครือข่ายอย่างรวดเร็ว รูปแบบวิกิแต่ละประเภทสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างกิจกรรมการ เรียนการสอนทั้งในระบบชั้นเรียนปกติและในระบบ e-learning ได้เป็นอย่างดี ได้แก่
1) วิกิตำรา ตำราและคู่มือ http://th.wikibooks.org เป็นโครงการหนึ่งของวิกิมีเดีย เพื่อที่จะก่อสร้างห้องสมุดเสรีขึ้นที่ใครก็สามารถแก้ไขได้
2) วิกิคำคม http://th.wikiquote.org แหล่งรวบรวมคำคม สุภาษิตและคำพังเพยจากทั่วโลกในทุกภาษา
3) วิกิซอร์ซ เอกสารต้นฉบับ http://th.wikisource.org แหล่งรวบรวมและจัดเก็บเอกสารต้นฉบับที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ เช่น กฎหมาย พระราชบัญญัติ เอกสารทางราชการอื่น ๆ
4) วิกิพจนานุกรม http://th.wiktionary.org แหล่งรวบรวมและเก็บคำศัพท์
5) วิกิข่าว แหล่งข่าวเนื้อหาเสรี http://th.wikinews.org
6) วิกิสปีซีส์ สาระบบอนุกรมวิธาน http://species.wikimedia.org
7) คอมมอนส์ แหล่งรวบรวมแบ่งปันสื่อ http://commons.wikimedia.org ให้บริการคลังข้อมูลกลางสำหรับภาพ ดนตรี เสียง และวีดิทัศน์ลิขสิทธิ์เสรี และอาจรวมถึงข้อความและคำพูด เพื่อใช้ในหน้าเอกสารในโครงการต่าง ๆ ของวิกิมีเดีย ภาพทุกภาพที่เก็บในคอมมอนส์จะสามารถเรียกใช้ได้ จากหน้าเอกสารของโครงการวิกิมีเดียทุกโครงการ
8) เมต้าวิกิ ศูนย์กลางโครงการวิกิมีเดีย http://meta.wikimedia.org
เนื้อหาข้อความทั้งหมดในวิกิพีเดียเป็นเนื้อหาเสรี งานสมทบที่ส่งมายังวิกิพีเดียทุกชิ้นถูกคุ้มครองโดยสัญญาอนุญาตเอกสารเสรี ของ GNU "GNU Free Documentation License" หรือ GFDL ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาอนุญาตชนิด "copyleft" ที่ให้สิทธิ์นำเนื้อหาไปแจกจ่ายซ้ำ, ดัดแปลงต่อยอด, และนำไปใช้งานได้อย่างเสรี ทั้งนี้รวมถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ด้วย สัญญาอนุญาตตัวนี้ อนุญาตให้ผู้ร่วมเขียนวิกิพีเดียแต่ละคนยังคงมีสิทธิ์ในงานที่ตนเอง สร้างสรรค์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปต่อยอดและแจกจ่ายงานต่อยอดนั้นต่อได้ เพียงมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้เครดิตกับเจ้าของงานดั้งเดิม และงานต่อยอดนั้นจะต้องใช้สัญญาอนุญาต GFDL เช่นเดียวกัน ด้วยสัญญาอนุญาตตัวนี้ ทำให้รับประกันได้ว่าวิกิพีเดียจะถูกแก้ไขได้อย่างเสรีและอย่างเท่าเทียมกัน การสมทบงานของผู้เขียนแต่ละคน จะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลตราบนานเท่านาน เคยมีผู้กล่าวถึงการใช้ GFDL ไว้ว่า “การรับประกันเสรีภาพ เป็นแรงจูงใจสำคัญในการทำงานสารานุกรมเสรี”

4. การประยุกต์ใช้ Wiki เพื่อจัดการศึกษา

4.1 เป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียนและผู้สอนในระบบ e-learning ก็คือการใช้เว็บไซต์ในโครงการต่างๆของวิกิมีเดียที่กล่าวมาในหัวข้อที่แล้ว โดยเฉพาะ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เพื่อการสืบค้นข้อมูลในการเรียนรู้ เนื่องจากโครงการต่างๆของวิกิเป็นแหล่งรวบรวมเนื้อหาด้านต่าง ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ หรือผู้มีประสบ การณ์ เนื้อหาต่าง ๆ มีการตรวจสอบโดยผู้เขียนหลายคนร่วมมือกัน ดังนั้น เนื้อหาที่ได้ จึงมีความเป็นไปได้ว่ามีความถูกต้อง สมบูรณ์ ดังนั้น แหล่งข้อมูลในเว็บไซต์ประเภทวิกิ จึงสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งอ้างอิงในการเรียนการสอนแบบ e-learning ได้
4.2 เป็นเครื่องมือหรือสื่อในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในระดับห้องเรียน ครูผู้สอนสามารถใช้เว็บไซต์ที่ใช้โปรแกรมมิเดียวิกิ ในการจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ
- การมอบหมายงานเป็นกลุ่ม Workgroup Assignment
- การเรียนการสอนแบบโครงงาน Project-Based Learning
- การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ Constructivist Paradigm
- การเรียนรู้ร่วมกันหรือการเรียนแบบร่วมมือกันCooperative/Collaborative Paradigm
เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่กล่าวมาเน้นการใช้ทักษะการบันทึกข้อมูล ทักษะการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ทักษะการทำงาน และกระบวนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่มีการเสวนาแลกเปลี่ยน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนเหล่านี้โดยผ่านระบบเครือข่ายของ คอมพิวเตอร์ทั้งในและนอกห้องเรียน

ในการนำวิกิมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคต่างๆข้างต้น สถานศึกษาจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมมิเดียวิกิบนเซิร์ฟเวอร์ของโรงเรียนที่มี ความสามารถสูง และจำเป็นต้องมีเครือข่ายที่ค่อนข้างเสถียรเพื่อรองรับการใช้งานข้อมูลบน เซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก ทั้งจากภายในและภายนอกสถานศึกษา ในบางครั้งสถานศึกษาจำเป็นต้องจำกัดสิทธิการใช้ ด้วยการตั้งค่าวิกิบน เซิร์ฟเวอร์ ให้ผู้ใช้ที่เป็นครูผู้สอนหรือนักเรียนจะต้องล็อกอินเพื่อแก้ไข หรือเพื่ออ่านบางหน้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแก้ไขจากบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการ สอนนั่นเอง

การจัดการเรียนการสอนโดยเทคนิคต่างๆที่มีวิกิมารองรับนี้ สอดคล้องกับการจัดกาเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การเรียนการสอนรูปแบบนี้ประสบความสำเร็จ คือผู้เรียนต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ กระหายความรู้ หากผู้เรียนขาดความสนใจ เว็บไซต์ก็จะไม่มีข้อมูลอัพเดทหรือเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆโดยผู้เรียนนั่นเอง
4.3 ประยุกต์ใช้ในงานสำนักงานของสถานศึกษา(e-office) เนื่องจากการสร้างและแก้ไขหน้าวิกิไม่ยุ่งยาก จึงเหมาะที่จะถูกนำมาใช้ในงานสำนักงานของโรงเรียน โดยเฉพาะในงานสารบรรณและงานธุรการ ยกระดับงานสำนักงานของสถานศึกษาให้เป็น Paperless Office ทั้งนี้จะต้องมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าใช้ เพื่อป้องกันการแก้ไขของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
4.4 ใช้ เป็นเครื่องมือในการจัดการองค์ความรู้ในองค์กร (Knowledge Management) การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่
(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร
(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ
(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน
(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน
(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้
(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

สถานศึกษาสามารถนำวิกีมาประยุกต์ใช้ใน ส่วนของการดำเนินการในข้อ 5 และ 6 ได้ เป็นเครื่องมือเพื่อให้บุคลากรสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น งานที่สามารถนำวิกิมาประยุต์ใช้ได้อย่างแพร่หลายอย่างเช่น ในการจัดทำแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ คลังข้อสอบและงานวิจัยในชั้นเรียน

5.บทสรุป

การ นำวิกิมาประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการศึกษาที่กล่าวมาให้เกิดประสิทธิภาพ สถานศึกษาควรคำนึงถึงความพร้อมทั้ง 3 ด้าน คือ คน เทคโนโลยีและกระบวนการจัดการ
ด้านของคน สถานศึกษาต้องจัดให้การอบรมบุคลากรที่มีอยู่ทั้งครูผู้สอน เจ้าหน้าที่และนักเรียน ให้สามารถเข้าถึงการใช้โปรแกรมมิเดียวิกิ ซึ่งจะเห็นว่าโปรแกรมวิกิง่ายต่อการใช้งานเมื่อเทียบกับโปรแกรมผลิตสื่อการ เรียนการสอน(CAI) หรือโปรแกรมการจัดการ e-learning ผู้ใช้ที่มีความรู้ในโปรแกรมออฟฟิศเบื้องต้นก็สามารถเรียนรู้วิกิได้ด้วย ตนเอง ไม่ยากเย็นนัก

ด้านของเทคโนโลยี สถานศึกษาจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมมิเดียวิกิบนเซิร์ฟเวอร์ของโรงเรียนที่มี ความสามารถสูง และจำเป็นต้องมีเครือข่ายที่ค่อนข้างเสถียรเพื่อรองรับการใช้งานข้อมูลบน เซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก

ด้านของกระบวนการจัดการ สถานศึกษาต้องวางระบบเพื่อให้บุคลากรสามารถเข้าถึงและใช้งานโปรแกรมวิกิได้ อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดสิทธิการใช้งานที่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ของบุคคลในสถานศึกษา จัดระบบการฝึกอบรม วางระบบประเมินการใช้งาน และนิเทศติดตาม

รายงาน:อภิปรายการกระทำความผิดตามกฏหมายคอมฯ 50 (บทนำ)


ประเด็นอภิปรายว่าด้วยการใช้กระบวนการทางกฏหมาย
เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมการใช้คอมพิวเตอร์
(กฏหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550)


ถ้าจะถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ ที่จะใช้กระบวนการทางกฏหมายเพื่อแก้ปัญหอาชญากรรมการใช้คอมพิวเตอร์(กฏหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550)

ตอบได้ว่า เห็นด้วย ที่จะใช้กระบวนการทางกฏหมาย แต่ก็มีประเด็นที่ควรจะมาอภิปรายถึงกัน โดยเฉพาะปัญหาในทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ...กฏหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์...ผ่าทางตันได้จริงหรือ

รายงาน:อภิปรายการกระทำความผิดตามกฏหมายคอมฯ 50 (หน้า 1)

กฏหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์...ผ่าทางตันได้จริงหรือ

ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เราคงได้เห็นผู้กระทำความผิดเต็มห้องขัง พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่างเว้นจากการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ทั้ง เว็บไซต์ลามกอนาจาร การดูหมิ่น หมิ่นประมาท การใช้ เข้าถึงข้อมูล ระบบ เครือข่ายโดยมิชอบ ซึ่งจะเพิ่มรูปแบบและวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น
หลังจากการดำเนินการปฏิสนธิในการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์มากว่า ๙ ปี ในที่สุด นัวนที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๐ การเดินทางของกฎหมายฉบับนี้ก็กำลังจะออกมาสู่กระบวนการทำคลอดสู่ความเป็น จริงในอีกไม่นานนี้ หลังจากที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและการลงพระปรมาภิไธยของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งถึง การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นผลให้อีก ๓๐ วันหลังจากนั้น กฎหมายฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ท่ามกลาง ความสำเร็จในการมีกฎหมายใช้บังคับกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีประเด็นที่น่าจับตามองว่า กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดฉบับนี้จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาการกระทำความ ผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ บทบัญญัติที่ว่าด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานที่ เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด นั่นคือ การเก็บรักษาข้อมูลจราจาคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยผลของกฎหมายฉบับนี้ เป็นผลให้ผู้ให้บริการ ที่จะต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ หรือ Traffic Data ไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นั้น เพื่อให้การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวบรรลุถึงเจตนารมย์อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องสร้างความชัดเจนในสาระสำคัญในด้านต่าง ๆ

เริ่มจาก การตีความคำว่า ผู้ให้บริการนั้นคลอบคลุมถึงใครบ้าง ซึ่งหากหันกลับไปพิจารณาประเภทของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม EU Forum on Cybercrime Discussion Paper for Expert’s Meeting on Retention of Traffic Data เมื่อวันที่ ๖ พ.ย. ๒๕๔๔ ที่มีการแบ่งแยกผู้ให้บริการเป็น ๗ กลุ่ม ทั้ง ๑.ข้อมูลอินเทอร์เน็ตบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ๒. ข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่เกิดจากการเข้าถึงระบบเครือข่าย ๓. ข้อมูลในกลุ่มของผู้ให้บริการอีเมล์ ๔. ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่เกิดจากการโอนถ่ายข้อมูล ๕.ข้อมูลอินเทอร์เน็ตบนเครื่องผู้ให้บริการเว็บ (Web Servers) ๖.ข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Usenet) ๗.ข้อมูลที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Relay Chat)

เท่ากับ ว่า ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจราจรในทั้ง ๗ กลุ่มนั้น จะต้องมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ปัญหาที่ถูกตั้งข้อสงสัยก็คือ ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลของผู้ให้บริการในข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ทั้ง ๗ ประเภทนั้น จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันตามสาระสำคัญของข้อมูลหรือไม่ โดยในความเป็นจริงแล้วอาจจะต้องมีการจัดระดับความสำคัญของข้อมูลและระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลของผู้ให้บริการที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากการเชื่อมต่อ ถ่ายโอนข้อมูลนั้นไม่ได้กระทำผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การใช้โปรแกรม 2bit ซึ่งเป็นการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ผ่าน server ปัญหาว่า ในกรณีนี้ใครเป็นผู้ให้บริการก็คงจะเป็นปัญหาในการตีความเช่นกัน

รายงาน:อภิปรายการกระทำความผิดตามกฏหมายคอมฯ 50 (หน้า 2)


ต่อมา การสร้างกลไกสนับสนุนผู้ให้บริการในการเก็บรักษาข้อมูล อันที่จริงแล้ว ประเด็นนี้ดูผิวเผินจะไม่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้ แต่ทว่า หากพิจารณาถึง ผู้ให้บริการรายย่อยที่มีอยู่กับการจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ มีผลให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม ดังนั้น มาตรการภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้มีความสามารถใน การดำเนินการ ทั้งในแง่ของการใช้มาตรการทางภาษี หรือแม้แต่กระทั่ง มาตรการในการสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการเพื่อร่วมทุนในการจัด เก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้กฎหมายฉบับนี้บรรลุถึงเจตนารมย์ของการทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไร ก็ตาม กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เข้าไปดำเนินการกับผู้กระทำความผิดที่ได้กระทำ ความผิดขึ้น ผลของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องมีการปรับตัวกันอย่างหนัก โดยเฉพาะเจ้าพนักงานตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยว กับคอมพิวเตอร์ จำนวนมากมาย (มหาศาล)
เราต้องไม่ลืมว่า ในขณะนี้ มีมนุษย์ที่อยู่ในโลกกออนไลน์จำนวนมาก หากพิจารณาเฉพาะในสังคมไทย พบว่าในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจำนวนกว่า ๗ ล้านคน และหากพิจารณาจากประชากรที่เข้าใช้อินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกกว่า ๑ พันล้านคน นั่นหมายความว่า เรากำลังเผชิญกับจำนวนของบุคคลบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมากมาย ประกอบกับรูปแบบของการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีวิธีการหลากหลายมากขึ้น กระบวนการไล่จับแบบตำรวจไล่จับขโมยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ยืนบนความยากมากขึ้น

กฎหมาย ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่บังคับกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หลังจากเกิดการ กระทำความผิดเกิดขึ้น และเพื่อให้เกิดผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องสร้างกฎหมายและนโยบายเพื่อสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเผ้าระวังสื่อออนไลน์ และแจ้งเหตุไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

เพื่อลดปัญหาการด้านจำนวนและพฤติกรรมของการกระทำความผิด คงต้องเร่งสร้างกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้เกิดจริยธรรมที่ดีในการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งคงต้องรีบส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม ที่จะร่วมกันพัฒนากฎเกณฑ์และนโยบายเชิงรูปธรรมในการปลูกฝังจริยธรรมที่ดีในการใช้อินเทอร์เน็ต

เราคงต้องดำเนินการทั้งการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ คู่ขนานไปกับ การจัดการปัญหาที่ปลายเหตุไปพร้อมกัน ถ้า ไม่อย่างนั้นแล้ว เราคงได้เห็นผู้กระทำความผิดเต็มห้องขัง พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่างเว้นจากการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ทั้ง เว็บไซต์ลามกอนาจาร การดูหมิ่น หมิ่นประมาท การใช้ เข้าถึงข้อมูล ระบบ เครือข่ายโดยมิชอบ ซึ่งจะเพิ่มรูปแบบและวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น