วิชา : การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ
หลักสูตรประกาศนียบัติบัณฑิต การบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
เสนอ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมคิด ดวงจักร์
การบริหารจัดการ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและสารสนเทศ ในสถานศึกษา
นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ.ศ. 2544-2553 ของประเทศไทย (IT 2010) ซึ่งไดให ความสําคัญ ตอบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่มีตอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมุงเนนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมไทยสูสงคมแหงภูมปญญาและการเรียนรู ไดถูกนํามาเปนกรอบในการจัดทําแผนแมบทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได ใหการเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 เพื่อให ทุกกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจ ใชเปนแนวทางในการจัดทําหรือปรับแผนแมบทเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารของหนวยงานใหสอดคลองและเปนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งตอมา คณะรัฐมนตรีไดมีมติเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 ใหขยายระยะเวลาในการบังคับใชแผนแมบทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ฉบับที่ 1 ออกไปจนถึงป พ.ศ. 2551 และ กระทรวงเทคโนโล ยีสารสนเทศและการสือสารไดรวมมือกับศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและ คอมพิวเตอรแหงชาติ กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เรงรัดการจัดทําแผนแมบทเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 ขึ้น
แผนแมบทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ไดสานความตอเนื่องทางนโยบาย จาก IT2010 และ “แผนแมบทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ควบคูไปกับการกําหนดนโยบายใหมและการปรับใหมจุดเนนในบางเรื่องที่เดนชัดขึ้น จากแผนฯ ฉบับแรก เพื่อตอบรับการเปลียนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมที่เปนทั้งโอกาส และความทาทายของประเทศไทย และในขณะเดียวกัน เพื่อมุงแกไขสวนที่ยังเปนจุดออน และตอยอด สวนที่เปนจุดแข็งของประเทศ เพื่อใหประเทศไทยสามารถใชประโยชนจากเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด อันจะชวย นําไปสูการบรรลุเปาหมายของการพัฒนาประเทศตามที่กําหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ ไดในที่สุด
1. การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสูสังคมแหงภูมิปญญาและการเรียนรู เพื่อพัฒนาคนใหมี สุขภาวะดี จิตใจ อารมณ กาย สติปญญามีความสมดุล เขาถึงหลักศาสนา มีคุณธรรม นําความรอบรู มีสัมมาชีพ มีความมั่นคงในชีวิต
นอกจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติแลว ยังมีนโยบายและแผนระดับชาติอื่นๆ ที่ถูก จัดทําขึ้นโดยหลายหนวยงาน เพื่อรวมขับเคลื่อนประเทศไทยสูสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู รวมถึง นโยบายรัฐบาล ซึ่งแผนและนโยบายดังกลาว แมจะมีจุดเนนที่ตางกันตามหนาที่และความรับผิดชอบ ขององคกร/หนวยงานที่รับผิดชอบและวัตถุประสงคของการจัดทํา แตแนวทางสวนใหญก็จะสอดคลอง ไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งมีการพูดถึงนัยตอการพัฒนาหรือบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารในการพัฒนาไวคอนขางชัดเจน โดยแนวนโยบายหลักๆ ที่กลาวถึงในเกือบทุกแผนมีดังนี้
• การพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย เนื่องจากคนเปนรากฐานในการพัฒนาประเทศ
2.2 กรอบนโยบาย IT 2010 และแผนแมบท ICT ฉบับที่ 1
1) พัฒนา/ยกระดับทางเศรษฐกิจของประเทศโดยใช ICT
2.3 สถานภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย
3. สรุปหลักการและประเด็นที่สําคัญของแผนแมบทฯ ฉบับที่ 2
3. มุงเนนการแกไขสิ่งที่เปนจุดออนที่สําคัญ 2 ประการเปนลําดับแรก ไดแก 1) การพัฒนาคน ใหมีความเฉลียวฉลาด (Smart) และรอบรู้สารสนเทศ (Information Literacy) (ดูความหมาย ในสวนถัดไป) และ 2) การบริหารจัดการ ICT ระดับชาติ ใหยึดหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้ ยังใหความสําคัญกับการเรงพัฒนาโครงขายความเร็วสูงใหมีการกระจายอยางทั่วถึงและ ราคาเปนธรรมเนื่องจากเปนโครงสรางพื้นฐานที่สําคัญสําหรับการพัฒนาในสังคมและ เศรษฐกิจฐานความรูและนวัตกรรม ที่อาศัย ICT เปนพลังขับเคลื่อนหลัก และเปนสิ่งที่ ประเทศไทยยังมีระดับการพัฒนาที่ดอยกวาหลายๆ ประเทศ
- เรงพัฒนาคนใหมีความสามารถที่จะสรางของเพื่อใชเองได และพัฒนาอุตสาหกรรม ภายในประเทศใหมีความเขมแข็ง โดยการสงเสริมการวิจัยและพัฒนา และการสงเสริม ผูประกอบการ เพื่อใหสามารถพึ่งตนเองไดในระยะยาว
(1) พัฒนากําลังคนใหมีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอ ทั้งบุคลากรดานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Professionals) และบุคลากรในสาขาอาชีพอื่นๆ ทุกระดับ ที่มีความรูความสามารถในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ มีวิจารณญาณและรูเทาทัน อยางมีคณธรรม จริยธรรม เพื่อรวมขับเคลื่อนประเทศไทยสู สังคมและเศรษฐกิจฐานความรูและนวัตกรรมอยางยั่งยืนและมั่นคง
(1) เพื่อพัฒนากําลังคนดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Professional) ใหมี ปริมาณและคุณภาพตรงกับความตองการของตลาด และบุคลากรในสาขาอาชีพตางๆ ทุกระดับ รวมถึงประชาชนทั่วไป ใหมีความรูความสามารถในการสรางสรรค พัฒนา และใชICT อยางมีประสิทธิภาพ มีวิจารณญาณและรูเทาทัน เพื่อเปนรากฐานการ พัฒนาประเทศไทยสูสังคมและเศรษฐกิจฐานความรูและนวัตกรรมอยางยั่งยืนและมั่นคง
(1) ประชาชนไมน้อยกวารอยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ มีความรอบรู สามารถเขาถึง สรางสรรคและใชสารสนเทศอยางมีวิจารณญาณ รูเทาทัน มีคุณธรรมและจริยธรรม(Information Literacy) กอเกิดประโยชนตอการเรียนรู การทํางาน และการดํารงชีวิต ประจําวัน
เพื่อใหบรรลุซึ่งวัตถุประสงคและเปาหมายของการพัฒนา ICT อยางเปนรูปธรรมภายใต เงื่อนไขที่เปนจุดแข็ง จุดออน โอกาส และภัยคุกคามของการพัฒนา ICT ของประเทศไทย แผนแมบทฯ ฉบับนี้ไดกําหนยุทธศาสตร์หลักขึ้น 6 ดาน โดยภาครัฐ เอกชน และประชาชน จะมีสวนรวมกัน ดําเนินงานใหเปนไปตามเนือหาสาระของแผนในชวงพ.ศ. 2552-2556 เพื่อนํา ICT มาใชประโยชน ในการสรางศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง และเพื่อสามารถแขงขันในโลกสากลได รวมถึงการสราง สังคมแหงภูมิปัญญาและการเรียนรู อันนําไปสูคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นขอประชาชนไทยโดยทั่วกัน โดยยุทธศาสตรทั้ง 6 ดาน ไดแก
(1) การพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Professional) ประกอบดวย มาตรการยอย 2 กลุมคือ
(2) การพัฒนาบุคลากรในสาขาวิชาชีพอื่นๆ และบุคคลทั่วไป ประกอบดวย
(3) มาตรการสนับสนุนอื่นๆ เพื่อเสริมสรางการพัฒนา “คน” ในวงกวาง เชน การพัฒนา ระบบฐานขอมูลกําลังคนดาน ICT ของประเทศ เพื่อประกอบการวางแผนดานการพัฒนา กําลังคน สงเสริมสมาคม/ชมรม/เครือขายสงเสริมการใช ICT อยางสรางสรรค สงเสริมการ แปลหนังสือที่มีประโยชนจากตางประเทศเปนภาษาไทยและเผยแพรหลากหลายชองทาง เปนตน
(1) ปรับปรุงโครงสรางการบริหารและการจัดการ ICT ระดับชาติ เพื่อใหมีหนวยงาน กลางภายในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่รับผิดชอบในการผลักดัน วาระดาน ICT ของประเทศ โดยเฉพาะอยางยิ่งการกํากับดูแลและผลักดันแผนแมบทฯ ไปสูการปฏิบัติ และเสริมสรางความเขมแข็งของหนวยงานที่ทําหนาที่เปนหนวยธุรการ ของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส เพื่อใหสามารถปฏิบัติหนาที่ตาม พระราชบัญญัติวาดวยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2544 และ 2551 ไดอยาง มีประสิทธิภาพ สรางกลไกในการทํางานเพื่อใหเกิดความรวมมือและการบูรณาการ ระหวางหนวยงานภาครัฐที่เกี่ยวของกับการพัฒนา ICT ของประเทศ และจัดตั้งจัดตั้ง สภา ICT เพื่อเปนองคกรที่เปนตัวแทนของภาคเอกชน ที่รวมผลักดันการทํางานแบบPPP ในการขับเคลื่อนวาระดาน ICT ของประเทศ
(2) ปรับปรุงกระบวนการจัดทํา/เสนองบประมาณ และกระบวนการพิจารณาจัดสรร งบประมาณดาน ICT ของรัฐ เพื่อใหเกิดการใชจายอยางคุมคา มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซอน และสอดคลองกับทิศทาง/แนวทางที่กาหนดในแผนแมบท ICT
(4) ปรับปรุงระบบฐานขอมูลตัวชี้วัดสถานภาพการพัฒนา ICT ของประเทศ เพื่อ สนับสนุนการติดตามประเมินผลการพัฒนา ICT ของประเทศ และการดําเนินการตามแผน แมบท ICT
มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสาร ใหมี การกระจายอยางทั่วถึงไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงผูดอยโอกาส ผูสูงอายุ และผูพิการ โดย สงเสริมใหผูประกอบการจัดใหมีโครงสรางพื้นฐานที่มีศักยภาพทันกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อ รองรับการขยายตัวของความตองการของผูบริโภค สามารถใหบริการมัลติมีเดีย ธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส และบริการใดๆ ที่เปนประโยชนตอวิถชีวิตสมัยใหมในสังคมแหงการเรียนรู อีกทั้ง มุงเนนการลดปญหาความเหลื่อมล้ําในการเขาถึงขอมูลขาวสาร เพือทําใหสังคมมีความสงบสุข และ ประชาชนมีคณภาพชีวิตทีดีขึ้น โดยมีมาตรการที่สําคัญ 4 กลุม ประกอบดวย
(1) ขยายประเภทบริการ เพิ่มพื้นที่ใหบริการ และปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงขาย โทรคมนาคม ภายใตหลักการแขงขันเสรีและเปนธรรมอยางแทจริงและใหเกิดผลในทาง ปฏิบัติ โดยสงเสริมการลงทุนทั้งจากในประเทศและตางประเทศ สนับสนุนผูประกอบการ ไทย โดยเฉพาะใหผูประกอบการในทองถิ่นสามารถลงทุนในเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อสราง เชื่อมตอ และ ใหบริการโครงขายปลายทาง (last mile) โดยมีหลักการในการขยายโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศที่เริ่มจากจังหวัดศูนยกลางความเจริญในภูมิภาคและอําเภอเมืองทั่วประเทศ กอนที่จะมีการขยายไปยังพื้นที่ที่เหลือตามความเหมาะสมของเวลา บนหลักเศรษฐกิจพอเพียง
มุงเนนใหหนวยงานของรัฐใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการสราง ธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการ สามารถตอบสนองตอการใหบริการที่เนนประชาชนเปน ศูนยกลางไดอยางมีประสิทธิ ภาพและประสิทธิผล โปรงใส เปนธรรม และสงเสริมการมีสวนรวมของ ทุกภาคสวนทีเกี่ยวของโดยมีมาตรการสํา คัญประกอบดวย
มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของผูประกอบการ ICT ไทย โดยมุงเนนการสรางงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมภายในประเทศ ทั้งจากหนวยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ใหมีความสามารถในการผลิตเทคโนโลยีในระดับตนนำเพิ่มขึ้น สงเสริมมการถายทอดเทคโนโลยีที่เกิดจากงานวิจัยสูผู้ประกอบการ และสรางสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการประกอบธุรกิจ โดยใหความสําคัญเปนพิเศษกับการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟตแวรและดิจิทัลคอนเทนทใหสามารถสรางมูลคาทางเศรษฐกิจและรายไดเขาประเทศมากขึ้น สวนในอุตสาหกรรมอื่นที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส (ระบบสมองกลฝงตัว หรือการออกแบบขั้นสูง) และอุตสาหกรรมอุปกรณโทรคมนาคม ในชวงแผนนี้จะเนน เรื่องการวิจัยพัฒนาเพื่อมุงสูขีดความสามารถในระดับตนทุนต่ำ เพื่อพัฒนาเปนอุตสาหกรรมที่สรางรายไดเขาประเทศในระยะตอไป โดยมาตรการทีสําคัญของยุทธศาสตรนี้ประกอบดวย ่
มีวัตถุประสงคในการสงเสริมภาคการผลิตของประเทศใหเขาถึงและสามารถใชประโยชนจาก ICT เพื่อกาวไปสูการผลิตและการคาสินคาและบริการ ที่ใชฐานความรูและนวัตกรรมและเปนมิตรกับ สิ่งแวดลอม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของผูประกอบการ โดยการสรางคุณคาของสินคา และบริการ (Value Creation) และมูลคาเพิ่มในประเทศ เพื่อพรอมรองรับการแขงขันในโลกการคาเสรี ในอนาคต โดยใหความสําคัญเปนพิเศษกับการพัฒนาภาคการผลิตและบริการที่ไทยมีศักยภาพ เพือสรางรายไดเขาประเทศ ไดแก ภาคการเกษตร การบริการสุขภาพ และการทองเที่ยว รวมถึงการพัฒนาผูประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก และวิสาหกิจชุมชน โดยมีมาตรการที่สําคัญประกอบดวย
(1) สรางความตระหนักและพัฒนาขีดความสามารถดาน ICT ของผูประกอบการ
ทั้งนี้ ในการแปลงแผนแมบทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารฉบับที่ 2 ไปสูการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดผลสําเร็จดังเปาหมายที่ตั้งไวนั้น จําเปนตองพัฒนาโครงสรางการบริหารจัดการและระบบการติดตามประเมินผลเพื่อใหเปนเครื่องมือในการบริหารแผนฯ และการประเมินผลอยางมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางที่สําคัญประกอบ ดวย
I ย่อมาจากคำว่า Information คือ ระบบสารสนเทศ
การใช้ ICT ใน การจัดการเรียนรู้ ความหมายโดยรวม หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ การสื่อสาร เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ ซึ่งรวมไปถึงการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล พ. ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญ กับผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ให้ความสำคัญสูงสุดในกระบวนการการปฏิรูปการเรียนรู้ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น ปลูกฝังคุณธรรมในทุกวิชา มีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขอย่างแท้จริง
ปัจจุบันพบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่อง ICT จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2550 – 2554 ดังนี้ “ผู้เรียน ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชน ใช้ประโยชน์จาก ICT ในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ได้เต็มศักยภาพ อย่างมีจริยธรรม มีสมรรถนะทาง ICT ตามมาตรฐาน สากล” เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม
· การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
สถานศึกษาที่มุ่งหวังจะนำ ICT มาใช้ในการเรียนการสอนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องต่อไปนี้
ดังนั้น การจะพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจำเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริม พัฒนาโครงสร้าง ICT ให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค ทั้งเขตเมือง และชนบท รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ ICT ของ ประชากร ทั้งในการดำรงชีวิต และในการทำงาน ซึ่งจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องศึกษา และหาวิธีการที่จะกระตุ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ของการใช้ ICT
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ในยุคของการปฏิรูปการศึกษา เราเร่งพัฒนาการศึกษาให้การศึกษาไปพัฒนาคุณภาพของคน เพื่อให้คนไปช่วยพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา เช่น ช่วยนำการศึกษาให้เข้าถึงประชาชน ส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่องนอกระบบโรงเรียนและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ช่วยจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารและจัดการ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บรักษา และการเรียกใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในงานจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยการเรียนการสอน ครู จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชี้แนะทิศทางของการแสวงหาความรู้หรือแนะนำผู้เรียน ให้พัฒนาความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพผลการ เรียนรู้ที่ควรจะเป็น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสาขาการศึกษา เช่น การ เรียนรู้แบบออนไลน์เป็นการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทางอินเตอร์เน็ต หรืออินทราเน็ตเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การที่นักเรียนที่เรียนรู้ได้ช้า สามารถใช้เวลาเพิ่มเติมกับบทเรียนด้วยสื่อซีดีรอมเพื่อตามให้ทันเพื่อนนักเรียน ในขณะที่นักเรียนที่รับข้อมูลได้ปกติ สามารถเพิ่มศักยภาพในการ “เรียนรู้ด้วยตนเอง” (independent learning) ได้มากขึ้นจากความหลากหลายของเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
1.การใช้งาน Google Apps. และการประยุกต์ใช้เพื่อการบริหารจัดการ กลุ่มเป้าหมายคือ บุคลากรของสถานศึกษา ให้สามารถใช้ Google Apps. ได้
หลักการที่สำคัญของกิจกรรมนี้คือ การพัฒนา website ของสถานศึกษาให้พร้อมที่จะรองรับการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านทาง Internet (Web Application) โดยมีเป้าหมาย ที่สำคัญ 3 ประการคือ มี website มีเนื้อหาสาระ ข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ใน website และ มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย โดยมีกิจกรรมที่จะดำเนินการดังนี้
3.1 จัดหา เช่า พื้นที่ Web Hosting เพื่อสร้าง Website ของสถานศึกษา
3.1 Blog เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการบริหารจัดการเรียนรู้
วิกิพีเดียภาษาไทยก็ไม่น้อยหน้าเวอร์ชั่นอังกฤษ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2546 สารานุกรมไหนบ้างที่รวบรวมคำอธิบายระบบโซตัส การ์ตูนญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีฉ่อย ร้านโชห่วยชื่อดัง ไว้ในที่เดียวกัน และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือให้คุณอ่าน แก้ไข และต่อเติมได้ตามอำเภอใจ วิกิพีเดียก่อตั้งโดยจิมมี่ เวลส์ (Jimmy Wales) อดีต นักค้าอนุพันธ์ทางการเงินในชิคาโก ผู้ให้สัมภาษณ์ว่า รายได้จากอาชีพนั้นทำให้เขาสามารถ เลี้ยงดูลูกเมียได้อย่างสบายตลอดชีวิต และทำให้เวลส์สามารถผันตัวมาทำในสิ่งที่จิตสำนึกภายในเรียกร้อง: สร้างสารานุกรมเสรี โดยใช้อาสาสมัครล้วนๆ และโลกไซเบอร์เป็นพื้นที่ทำงาน
ขณะนี้วงการศึกษาในประเทศอเมริกา มีการนำอุปกรณ์เทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบมาพัฒนาการเรียนการสอนเช่น Podcast, Blog, Game และ Simulation ต่างๆ และนำ Wiki มาใช้ด้วยในลักษณะ Wikipedia และ Wikibook โดยเฉพาะ Wikibook นั้น ครูอาจารย์สามารถให้นักเรียนเข้ามาร่วมเขียนงาน เป็นหนังสือเล่มเดียว ให้แต่ละคนเขียนคนละ 1 บาท แล้วนำมาร่วมกันอ่านและแก้ไขงานของกันและกัน เป็นการสร้างความร่วมมือในชั้นเรียน (Learning Collaboration) เสริมสร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่องานของตนเอง และต่อส่วนรวมในห้องเรียนด้วย ที่สำคัญ ระหว่างการทำ Wikibook นั้น เราสามารถเปิดให้บุคคลภายนอกอ่านงานของเราได้ โดยอนุญาตให้เขาเข้ามาร่วมแก้ไขงานของเราด้วยหรือไม่ก็ได้
อีกตัวอย่างหนึ่งของ wiki คือ โครงการคลังปัญญาไทย" ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ โดยอาศัยสื่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ใน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลความถูกต้องของข้อมูล โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนหลัก คือ คลังสะสมองค์ความรู้ คลังสะสมองค์ความรู้ เป็นข้อมูลองค์ความรู้ จากแหล่งที่ได้รับการตรวจสอบ ความถูกต้องและความสมบูรณ์ จากผู้ให้ข้อมูลมาในระดับหนึ่งแล้ว อาทิ บทความ บทความเชิงวิชาการ ตำราเรียนเก่า วิทยานิพนธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมถึงสารานุกรม บทความจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ ผู้เขียนหรือหน่วยงานที่ส่งบทความ เข้าร่วมจะได้รับการประกาศชื่อและประวัติเพื่อเป็นเกียรติ และแสดงความขอบคุณ ในฐานะผู้ให้ความรู้กลับคืนสู่สังคม
สารานุกรมต่อยอด (Wiki) สารานุกรม ต่อยอด ที่อนุญาตให้เปิดหัวข้อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ เองได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาให้ข้อมูล สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเองได้ เพื่อให้แหล่งข้อมูลนี้ สามารถขยายตัวได้เร็ว อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่กว้างขวาง หลากหลายและมีคุณภาพ โดยการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ ในความรู้สาขาต่างๆในเชิงสร้างสรรค์ จาก แนวคิดและนวัตกรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คณะกรรมการบริหาร โครงการคลังปัญญาไทยจึงได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดร. ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ดำรงตำแหน่งประธานโครงการ ตลอดจนการได้รับความร่วมมือจากภาคีหลักอื่น ๆ อีกมาก อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เป็นต้น
การพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร......... เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ในสังคมฐานความรู้ บนพื้นฐานความคนไทย อะไรคือแนวทางที่ถูกต้องดีงาม ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม จริยธรรม ที่ก้าวล้ำด้วยกระบวนการคิด พิชิตปัญหาสังคมด้วยความมีค่านิยมร่วมในสังคม ร่วมปลูกสร้างความเป็นมนุษย์ที่พอเพียง รักการอ่าน รักการเขียน เพียรแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล รักวัฒนธรรมไทย สนใจภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมใจอนุรักษ์และพัฒนา..... สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องฝึกให้นักเรียนเป็นผู้ให้ อย่าเป็นเพียงผู้รับที่เห็นแก่ตัว สังคมแห่งการเรียนรู้จึงจะนำพาสร้างสังคมสันติสุข ร่มเย็นในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข